วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ประกาศ .. เรื่องการยกเลิกอาชีพนักการเมือง
ด้วยเป็นที่ปรากฏชัด ในพฤติกรรมของนักการเมือง ที่เข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนแทนที่จะช่วยกันพัฒนาชาติบ้านเมือง แต่กลับดึงชาติบ้านเมืองให้ตกต่ำ
ละเลยหน้าที่ ที่พึงมีต่อประชาชน
เห็นเรื่องการคอรัปชั่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา
เห็นการกินตามน้ำ กินใต้น้ำ เป็นเรื่องปกติที่พึงมี พึงได้
นำงบประมาณแผ่นดินไปท่องเที่ยว ทั้งในและนอกประเทศ
คนมีตำแหน่งในกระทรวง ทบวง กรม ใช้งบแผ่นดิน โฆษณา หาเสียงให้ตัวเอง อย่างไม่ละอาย
นำงบประมาณมหาศาล ออกแจกจ่ายให้ประชาชน ด้วยวิธีการหลากหลาย ไม่คิดถึงภายภาคหน้าจะเกิดผลร้ายอย่างไร
จากการสำรวจทั่วโลก ประเทศไทยติดอันดับโครตโกงระดับต้นๆ อย่างน่าตกใจ
การประชุมในรัฐสภาไม่เคยครบพร้อม ทั้งๆที่เป็นหน้าที่หลักของตนเอง
และประการสุดท้าย ได้มีการรวมหัวกัน ออกกฎหมาย ลงมติ เลื่อนเงินเดือนให้ตัวเอง อย่างไม่ละอายแก่ใจ
ทำตัวเป็นลูกจ้าง แต่เลื่อนเงินเดือนกันเอง โดยนายจ้าง(ประชาชน) ไม่เคยรับรู้
พฤติกรรมโฉด นับวันจะกำเริบเสิบสาน….ย่ามใจ
ด้วยอาศัยอำนาจแห่งสัจธรรม
อำนาจแห่งสุจริต เป็นเกราะป้อง
จึงขอให้ยกเลิกอาชีพนักการเมือง
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์วิกฤติ จะเข้าสู่ภาวะปกติ
ประกาศ ณ.วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔
ลงชื่อ ประชาชนคนสยาม
ขอบคุณบทความ จากคอลัมน์ ธรรมดาของโลกจะได้ไม่โศกสลด
คุณสมพงษ์ ฟังเจริญจิตต์ หนังสือพิมพื์เราคิดอะไร
ปีที่๑๗ ฉบับที่ ๒๔๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สังคม ธรรมะ การเมือง
การเมืองเครื่องบ่งชี้ สังคม
ธรรมะเอกอัครผสม สื่อด้วย
ขาดธรรมล่มล้มจม หายนะวายวอด
เมืองมอดสังคมม้วย ป่นปี้เห็นเห็น
เป็นไฉนผลจาก ผู้บริหาร
เจ็ดสิบแปดปีผลาญ ชาติร้อน
หนี้อ่วมนอกในบาน ทับท่วม
เสี่ยงแผ่นดินเสียซ้อน กระหน่ำซ้ำทุกข์ไทย
ทนไปอีกบ่ได้ แล้วคน
ต้องจบการเมืองกล เก่านี้
ใหม่ต้องไม่มีฉล ชนชั่ว
งานรับใช้ชาติชี้ ชัดนั้นคือไฉน
ขอไขความชัดแท้ การเมือง
คือกิจต้องตัวเปลือง สละล้วน
เพื่อชาติเพื่อชนเรือง รมย์สุข สราญแฮ
ไม่ใช่เพื่อตนอ้วน อิ่มแปล้โลกธรรม
ซึ่งทำด้วยจิตเอื้อ อาสา
ใช่เพื่ออำนาจหา เพื่อนพ้อง
คุมเบ็ดเสร็จภารา รวบเผด็จ การเลย
แต่เพื่อคนต้อง เท่าแท้เทียมกัน
แข่งรวยนั้นเท่าแท้ เทียมกันไฉนฤา
เป็นไปได้อย่าดัน ทู่ซี้
แข่งจนต่างหากสวรรค์ ระบบสู่สุขแล
ทั้งกษัตริย์ทั้งพุทธชี้ ช่องให้จงศึกษา
“สไมย์ จำปาแพง”
๖ ส.ค.๒๕๕๓
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
มีไปทำไม !! โดยท่าน ว.วชิรเมธี
ขอกราบขอบพระคุณ ท่าน ว.วชิรเมธี
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่อ่าน
ขอบคุณทุกท่านที่นำไปเผยแพร่
ขอบคุณครับ
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
"ชั่งหัวมัน"...โครงการในพระราชดำริ
ได้กลับบ้านเกิดในวันหยุดยาววันพ่อ คุณพ่อก็ชวนขับรถเที่ยว
อำเภอ เล็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี อย่างอำเภอท่ายาง ไม่ได้มีที่เที่ยวน่าสนใจไปกว่า ชะอำ หัวหิน จึงนึกไม่ออกว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหนได้อีกนอกจากสองที่นั้น
คำ เชิญชวนต่อมาของพ่อชวนให้รู้สึกสนใจขึ้นไปอีก เพราะพ่อบอกว่า "ไปดู ไร่ที่ในหลวงซื้อเอาไว้ไหม"
พ่อเล่าต่อว่า ไร่นั้นอยู่ห่างไกลความเจริญ ถนนราดยางยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าไม่มี แต่พระองค์ท่านทรงปลูกบ้านอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว
บ้านมี สองหลัง หลังแรกของในหลวง หลังที่สองของพระเทพฯ ราชการทูลเกล้าถวายเลขที่ บ้าน เลขที่ 1 กับเลขที่ 2 ให้
ฟัง ทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าพระองค์ท่านจะไปซื้อที่ดินในที่ทุรกันดาร แถมยังปลูกบ้านไว้ที่นั่นทำไม
ในเมื่อปัจจุบันพระองค์ท่านก็อาศัยอยู่ ที่หัวหินเป็นกิจลักษณะแล้ว
แถมพ่อยังบอกอีกว่า ขับรถเข้าไปในที่ดินได้เลยนะ ทหารเขาให้เข้า ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าเราจะเข้าไปขับรถเล่นในเขตพระราชฐานกันได้ยังไง ด้วยความอยากรู้ อันนี้ก็ต้องพิสูจน์กันดู
จากตัวอำเภอท่ายาง ขับเลี้ยวเข้าไปทางตำบลเขากระปุก ถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่นา นั่งมองต้นไม้ไปได้สักครู่ สองข้างถนนก็เริ่มมีธงชาติ ธงเหลือง ธงฟ้า และธงม่วง พร้อมตราสัญลักษณ์ของแต่ละพระองค์ (ราชาศัพท์เรียกอะไร??) ติดเต็มไปตลอดทาง
ดูจากเสาธงก็รู้ว่าเป็นธงที่ชาวบ้านช่วยกันทำ ขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อรับเสด็จ ข้างๆ ธงมีร่องรอยตะเกียงน้ำมันอย่างง่าย (หรืออาจเรียกได้ว่าคบไฟ) เพื่อรอรับเสด็จในเวลากลางคืน ทั้งธงและคบไฟบ่งบอกได้ว่าข่าวของพ่อไม่ผิด เรากำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ไร่ของในหลวงเข้าไปทุกขณะ
ในขณะที่นั่ง ชมทิวธงและคบไฟไปได้จนเริ่มง่วง ถนนราดยางก็เปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลบ แต่เราคงมาไม่ผิดทางแน่ เพราะทิวธงยังคงอยู่
มองไปแต่ ไกลเห็นภูเขาขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า กังหันผลิตไฟฟ้าประมาณสิบกว่าต้น สูงเด่น มีรถทะเบียนกรุงเทพฯ วิ่งสวนมาเป็นระยะ ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มถนนแคบ
รั้ว ลวดหนามทอดตัวยาวไกล ต้นไม้หลากหลายชนิดเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่ในนั้น เขื่อนดินขนาดใหญ่ พร้อมศาลาเก้าเหลี่ยมสูงเด่น เราเดินทางมาถึงไร่ของในหลวงกันแล้ว
เมื่อแลกบัตรที่ป้อมทหาร และเลี้ยวรถเข้าไป ก็เพิ่งถึงบางอ้อ
ที่ดินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ที่ว่า ไม่ใช่ไร่ที่ซื้อเอาไว้หลบหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หรือใช้ตากอากาศ แต่มันคือที่ดินเพื่อใช้เป็น โครงการในพระราชดำริ ที่มีชื่อมันๆ ว่า "โครงการชั่งหัวมัน"
ดูจากวันที่ตั้งโครงการ คาดว่าน่าจะเป็นโครงการล่าสุดเลยทีเดียว
พอได้เดินเข้าไปในโครงการก็ เกิดอาการซาบซึ้ง เพราะไม่นึกว่าในหลวงที่เราเห็นในทีวีที่แทบไม่มีแรงยกมือ กลับยังมีใจ + มีไฟ ริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในถิ่นที่อยู่ห่างไกลความเจริญอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด
ดูจากบอร์ด ภายในโครงการ อธิบายว่า โครงการนี้เป็นเสมือนแปลงทดลองปลูกพืช เศรษฐกิจในท้องถิ่น อันได้แก่ มะนาว มะพร้าว ชมพู่ เพชร และพืชไร่ พืชสวน อะไรอีกจิปาถะมากมายที่ไม่รู้จัก หรือไม่มีความรู้พอจะเขียนถึง
มีการขุดบ่อ (หรือในโครงการคือเขื่อน) เพื่อเก็บกัก น้ำ มีกังหันและโซล่าเซลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เหมือน จะเป็นแบบทดลองตัวอย่างแก่เกษตรกรโดยรอบ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิต แบบ พึ่งพาตัวเอง
และเหนือสิ่งอื่นใด พอมีข่าวในหลวงเสด็จมาตั้งโครงการปั๊บ ชาวบ้านแถวนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ หลายคนถวายแรงกายแรงใจ เข้ามาช่วยงานในโครงการฟรี ชาวบ้านบางคนที่ทำงานอยู่ในนั้น พูดอวดใครต่อใครที่มาเยือนว่าได้ก้มลงกราบฝ่าพระบาทถวายตัวรับใช้งาน พูดไปน้ำตาไหลไป มีความภาคภูมิใจในถิ่นที่เกิดและอาชีพของตัวเอง
นี่ คือเรื่องราวๆ ดีๆ เพียงไม่กี่เรื่องในรอบปีที่ได้รู้แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อ
ในขณะที่ กลุ่มแอนตี้รอยัลลิสต์ ที่เขียนโจมตีโครงการในพระราชดำริในเว็บบอร์ดของตัวเองว่าเป็นโครงการที่ไม่ เคยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
วันนี้อยาก พูดกรอกหูคนเหล่านั้นว่า อย่างน้อยโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีประโยชน์เพื่อการพัฒนารากเหง้าของชาวบ้านที่แท้จริง ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานฝรั่ง แต่เอารากที่เมืองไทยมี คือการเกษตร มาพัฒนา ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน ไม่ต้องตามตลาดโลก ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่ต้องออกข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ทำอย่างเงียบๆ ทำดีอย่างที่ในหลวงบอกคนไทยเสมอว่าเป็นการ "ปิดทองหลังพระ" อย่างแท้จริง
และ งานแบบนี้ ถ้าในหลวงไม่ทำ ก็อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะมาทำให้คนไทย รับรองได้ว่าไม่มีแน่ๆ
แถมท้าย
หลังจากกลับมาค้นข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการนี้ในอินเตอร์เน็ต
ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อที่มาของ โครงการว่า
ตอนที่ในหลวงเสด็จมาที่ที่ดินนี้ครั้งแรกๆ มีชาวบ้านเอาหัวมันมาถวาย
แต่ยังไงไม่รู้ ในหลวงทรงลืมเอาหัวมันกลับไปด้วย พอกลับมาที่ที่ดินนี้อีกที หัวมันนั้นก็เริ่มงอกขึ้นมาเป็นต้น
เมื่อถึงเวลา ก็พระราชทานชื่อโครงการนี้ว่า "โครงการชั่งหัวมัน"
ถ้าใครได้ติดตาม ผลงานของในหลวงมาตลอด ก็จะรู้ว่า ในหลวงท่านทรงมีเอกลักษณ์ในการตั้งชื่อแบบนี้ ชื่อไทย+จำง่าย+ มีอารมณ์ขัน
หลาย คนต่างก็ตีความคำว่า ชั่งหัวมัน ไปต่างๆ นานา แต่การตีความไปได้ต่างๆ ก็เป็นเสน่ห์ที่ดีอีกอย่างหนึ่งของการตั้งชื่อ ดังนั้น แล้วแต่ใครจะไปคิดเป็นอะไรก็แล้วกัน
แต่ส่วนตัวของกระผม คิดว่าพระองค์ท่านน่าจะมีความสุขทีเดียวที่ได้ทำงานนี้ การได้เลี้ยวรถจากหัวหินมาแวะที่โครงการชั่งหัวมัน ถ้ามันสร้างความสุขให้พระองค์ท่านได้ สร้างความสุขให้กับชาวบ้านแถวนี้ได้ ผลผลิตทางการเกษตรก็ถือเป็นของแถมไปแล้ว
โครงการชั่งมัน ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
ภาพข้างล่างคือ บ้านพักส่วนพระองค์ของในหลวง บ้านเลขที่ 1 เด่นเป็นสง่าภายในโครงการ
ขอบคุณข้อมูลจากกัลยาณมิตร
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
เชิญร่วมงานปฏิบัติธรรมประจำปี2553
จิตอาสาเพื่อสังคมอุดมสุข
เชิญสาธุชนผู้สนใจเข้าร่วมงาน ปฏิบัติธรรมประจำปี
สั่งสมกุศลบารมีให้กับชีวิต พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศล
แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าุ่ อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ณ.วัดป่าบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย
ในวันจันทร์ที่ ๘ มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓
กิจกรรมในงานผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม รักษาศีล ๘ สวดมนต์ไหว้พระ
ฟังธรรม เจริญสมถ วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อชำระกาย วาจา ใจ ให้ผ่องใส
บรรยากาศสิ่งแวดล้อมของวัดเป็นป่า ธรรมชาติ ติดลำำ้น้ำโขง
อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ เหมาะแก่การอบรมขัดเกลาจิตใจด้วยหลักธรรม ศีล
สมาธิ ปัญญา มีคณาจารย์ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส มาให้ความรู้ตลอดงาน
ช่วงเช้าๆของทุกวัน มีการบริหารกาย บริหารจิต ด้วยวิถีีแ้ห่งโยคะ จากครูสอนโยคะ
ผู้มีประสบการณ์ พร้อมทั้งท่านผู้มีความรู้เกี่ยวกับสุึขภาพ มาบรรยายให้ความรู้
เกี่ยวกับการดุแลสุขภาพด้วยตนเอง ผู้เข้าร่วมงานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นการบริจาค
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมตาม กำลังศรัทธา ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นผู้เข้าร่วมงานอบรมธรรม
ต้องเตรียมไปเอง การแต่งกายใช้ชุดขาว หรือชุดสุภาพ โอกาสนี้ จึงบอกข่าวมายังท่านผู้สนใจไปร่วมงานกันได้ตามวันเวลาดังกล่าว จะเข้าร่วมกี่วันก็ได้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องอยู่ครบทั้งเจ็ดวัน เจ็ดคืน ตามแต่ความพร้อมและความสะดวก
ติดต่อสอบถามได้ที่ วัดป่าบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ๔๓๑๔๐
Email - watphanlam@gmail.com
โทร..๐๔๒-๐๒๔๑๐๑
...... ๐๘๑-๓๖๙๔๐๕๔
ขอความสุขความเจริญในศีลธรรมจงมีแด่สาธุชนทุกคนทุกท่าน..ธรรมรักษา
ผลบุญผลประโยชน์แห่งศีลของคนมีศีล ๕ ประการ
๑.ได้ทรัพย์สมบัติมาก เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท
๒.ชื่อเสียงอันดีงามย่อมฟุ้งเฟื่องไป
๓.เป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ขวยเขินเข้าไปหาหมู่อื่นๆ
๔.ไม่ตายไปด้วยความหลงผิด
๕.ตายแล้วย่อมเข้าถึงความสุขสบายใน โลกสวรรค์
(พุทธพจน์ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ ๖๙ )
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เกิดเป็นคนควรนิยมบุญ
จิตอาสาเพื่อสังคมอุดมสุข
บรรยากาศของโลกทุกวันนี้ ควรที่ทุกคนน่าจะรู้ตัวเองแล้วว่า การที่ได้เกิดมาเป็นคนนั้น เป็นบุญ หนักหนาแล้ว ไม่เต็มคนนักก็ตาม หรืออาจจะมีร่างเป็นคน แต่ใจยังไม่เป็นคนทั้งหมด ก็ควรศึกษา ควรเรียนรู้ ควรทำความรู้จักความเป็นคนให้แจ้งชัด เพราะพฤติกรรมที่เปิดเผยเป็นข่าวออกมาตามสื่อ บางคน ส่อความโหดเหี้ยมอย่างไม่น่าเชื่อว่า "นี่คนหรือ?" หรือ "คนเขาทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ?"
สัตวโลกที่ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว ควรดีใจ และควรนำมาระลึกนึกถึงความจริงส่วนหนึ่งว่า เราได้ต้นทุน มามากแล้ว มากกว่าสัตวโลกชนิดอื่นที่ไม่ได้เรียกว่าคน
ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า เราก็ยังคือสัตวโลกอยู่ ตราบเท่าที่ยังมีสัญชาตญาณของสัตวโลก คือ ยามหิวก็ดุร้าย ยามโกรธก็ดุร้าย ยามเสพเพศคู่ก็ดุร้าย ยามมัวเมาหลงใหลก็ดุร้าย หากไม่รู้จัก ปรับเปลี่ยน นิสัยใจคอดุร้ายตามสัญชาตญาณสัตวโลกธรรมดาเช่นนี้
ดังเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศเพื่อนบ้าน ในงานแต่งงาน แขกผู้ชายที่มามีความเมาผสมอยู่ในอารมณ์ ถือวิสาสะไปจับก้นเจ้าสาว พ่อกับพี่ชายเจ้าสาวถือว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างแรง เกิดโทสะ ลากแขก ออกไปซ้อม ทำร้าย สุดท้ายฆ่าแขก..เอาเนื้อแขกมากิน
ที่เมืองไทยทางภาคใต้ เด็กชายอายุเพียง ๑๕ ปี ไม่พอใจพ่อที่ตักเตือนให้อยู่กับบ้านบ้าง อย่าไป เที่ยวเตร่ มืดค่ำนัก ประเดี๋ยวโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร แม้พ่อจะไม่มีอารมณ์โกรธ ในขณะที่เตือน ก็ยังทำให้เด็กชายโกรธมาก สุดท้ายฆ่าพ่อ.. เป็นต้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนจะต้องมาศึกษาความเป็นคนในตน และศึกษาความเป็นคนในคนอื่นไปพร้อมๆกัน เพื่อจะได้ปรับใจตน ปรับความรู้สึกของคนอื่นด้วย
คนเท่านั้นที่จะศึกษาถึงความจริงนี้ได้ถึงแก่นชีวิต เพราะมันสมอง ความเจริญเติบโตของยีน อวัยวะ ความวิจิตรพิสดารในกลไกต่างๆ ช่วยนำพาให้เราได้อาศัยเป็นเครื่องมือศึกษา คนจึงได้ชื่อว่า "สัตวโลกที่มีบุญ" ยิ่งกว่า
สัตวโลกชนิดอื่น ยกเว้นไว้แต่คนที่ไม่ยอมใช้อุปกรณ์ที่เป็นบุญนี้ มาใช้พัฒนาตนไปสู่จุดนี้เท่านั้น ซึ่งก็มีคนชนิดนี้มากมาย เพราะส่วนใหญ่มาจมหลงอยู่แต่ความเป็นคน และหลงว่ามีบุญแล้ว ที่ได้มา เป็นคน แต่ไม่ยอมสั่งสมบุญในขณะที่ได้ร่างคน เพื่อสร้างบุญให้มากๆๆขึ้นไปอีก มิหนำซ้ำ ยังหลงเอา ความเป็นคน ที่ได้มาแล้ว สร้างบาป มาทำลายสิ่งที่ตนได้ดีแล้วนั้นด้วยซ้ำ
นับเป็นเรื่องน่าสังเวชสำหรับผู้ที่รู้แจ้งแทงทะลุในความจริงข้อนี้ อันเป็นเหตุให้ผู้รู้แจ้งแทงทะลุ เหล่านั้น ต้องยอมเสียสละทำงานกับคนด้วยกัน เพื่อยกฐานะจิตวิญญาณให้คนสูงขึ้นๆ อันเป็นอาชีพ ที่เป็นบุญ ทั้งแก่คนคนนั้น และสร้างหนทางแห่งบุญให้คนอื่นๆ ด้วย
"ต้นทุนในความเป็นคน" เป็นทุนที่คนต้องน้อมใจคิดให้ออก หากไม่มัวแต่ไปคิดเรื่องทุนด้านวัตถุ โดยเฉพาะ "ทุนการเงิน" หรือ "ทุนสมบัติข้าวของ" หรือแม้แต่ "ทุนชื่อเสียงความเชื่อถือ" เพียงแค่เกิด มาเป็น "คนรวยเงิน-รวยสมบัติวัตถุ" อื่นใดๆ มิหนำซ้ำยังหลงผิดไปยึดเอาความรวยเงิน ความรวย สมบัติ วัตถุ ความรวยความเชื่อถือมาเป็นทุนให้คนอื่นเขาหนุนนำ ส่งเสริมให้ตนเอง รวยสิ่งเหล่านี้ ขึ้นไปอีก โดยไม่ได้คิดถึงความขาดแคลนของคนอื่นๆ เลย ทั้งๆ ที่คนขาดแคลนของ เหล่านี้ ก็คือ คนที่ยังต้องใช้ ต้องอาศัยปัจจัยเครื่องอาศัยเหมือนกัน
คนที่กักตุน หวงแหน เอาเปรียบ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยเครื่องอาศัย ทั้งที่ "จำเป็นจริงๆ" และ "จำเป็น เทียมๆ" คือต้นเหตุของความเดือดร้อนทุกอย่าง เพราะความคิด นิสัยเช่นนี้แหละ คือคนที่เบียดเบียน คนอื่น คือคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยปริยาย ถึงจะไม่มีอาการแสดงการทำร้ายด้วยรูปของอาวุธเห็นกันจะจะ หรือต้องใช้อาวุธมาเงื้อง่ากันซึ่งๆ หน้า แต่การทำร้ายนั้นๆ ถูกแฝงเร้นอยู่ในรูปของ "ปัญญาวุธ" หรือ "ปริญญาวุธ" ที่โลกนิยม
ดูได้จากค่านิยม การตีค่าของคนจากแผ่นกระดาษนานา จะเรียกว่าประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร วุฒิบัตร สัญญาบัตร ฯลฯ หรืออะไรบัตรก็ตาม ดาษดื่น ก้าวล่วงจนถึงกาล "วิบัติ" ไปทั่วแผ่นดิน แต่คน ก็หารู้ตัวไม่ แม้คนถึงขั้นต้องขายสมบัติจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วก็ตาม
"คุณสมบัติ" ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นจะหมายถึงสิ่งที่มีค่า มีประโยชน์ ก็ยังถูกขาย ถูกเปลี่ยนความหมาย กลายพันธุ์ไปเรียกสิ่งที่ "เป็นโทษ" ก็ยังไม่รู้ยังคงหลงว่าเป็นคุณอยู่นั่นแหละ เช่น ใครมีเงินเยอะ ก็เรียกว่ามีคุณสมบัติทางการเงินดี โดยไม่ได้คิดถึงที่มาของการมีเงินเยอะว่ามาจากเหตุอะไร?
มีเงินเยอะเพราะได้เปรียบเขามาแต่ต้น คือเงินของบรรพบุรุษ โดยที่ไม่ได้ร่วมทำมาเลย ไม่ได้ร่วม เหน็ดเหนื่อย ช่วยท่านเลย เกิดมาก็คาบช้อนเงินช้อนทอง เสวยเงินทองที่บรรพ-บุรุษสะสมไว้ กอบกอง เอาไว้ แต่ก็หลงว่าเราเป็นเจ้าของ เพราะเราคือทายาท เราคือลูกหลาน เราควรมีสิทธิ์ ควรมีสิทธิ์ยิ่งกว่า ลูกหลานคนอื่นๆ อีกหลายคน เมื่อคิดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดศึกแย่งชิงสมบัติในตระกูลเดียวกัน จนเกิด การฆ่ากัน ความเป็นพี่น้องจากสายเลือดท้องแม่เดียวกันลบเลือนหายไปจนหมด
จะมีสักกี่คนในบรรดาพี่น้องท้องแม่เดียวกัน จะยอมไม่รับมรดกจากความเป็นทายาทของพ่อแม่ จะยอมยกให้พี่น้องคนอื่นๆ หากจำนวนพี่ๆ น้องๆ จากแม่เดียวกันสักครึ่งหนึ่ง ของครอบครัวนั้น คิดเช่นนี้ สังคมครอบครัว จะร่มเย็นสักแค่ไหน ยิ่งสังคมครอบครัวส่วนใหญ่ หรือสักครึ่งหนึ่ง ของ สังคม ประเทศนั้นๆ มีความเห็น มีการกระทำเช่นเดียวกันนี้ด้วย ผู้เขียนเชื่อแน่ว่าสังคม จะไม่ขาดแคลน ทรัพยากร ไม่ขาดแคลนปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีวิตเลย เพราะแต่ละคนๆ มีความคิดเฉลี่ย เผื่อคนอื่น มีความคิดแบ่งให้ ยกให้คนอื่นเป็นทุนอยู่แล้ว คนอื่นๆ จึงไม่ต้องไปแย่งชิงจากครอบครัว จากสังคมประเทศอื่นเป็นผลเชื่อมโยงต่อมา
แต่เพราะคนในแต่ละครอบครัวไม่คิดเช่นนี้ จึงทำให้เรื่องนี้ลุกลามแพร่ขยายออกไป สร้างปัญหา ระดับชาติ เกิดสงครามแย่งแผ่นดิน แย่งประเทศ แย่งประชาชนมาเป็นแรงงานสร้างสิ่งต่างๆ ในโลก แต่ก็ใช่ว่าผู้นำความคิด ผู้นำทำ ผู้นำสร้างเหล่านั้นจะยอมเสียสละส่วนของตนฟรีๆ ผู้นำเหล่านั้น ก็ยังคิดส่วนได้ ส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ในฐานะลูกน้อง ในฐานะบริวารอีก ทำให้เกิดวงจร "ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก-นายหัวกินหัวคิว" อยู่ดี
ซ้ำร้ายหัวคิวนั่นแหละจะได้เปอร์เซ็นต์สูงกว่าเขาอื่น นายหัวนั่นแหละจะได้ส่วนแบ่งมากกว่า ทั้งๆ ที่บางทีเพียงแค่ใช้"หัวคิด"หาใช่ผู้ออกเรี่ยวออกแรงออกเหงื่อแต่อย่างใดไม่
เห็นภาพที่กล่าวขวัญถึงเชิงนี้ได้จากทุกๆวงการ ตั้งแต่นักการเมืองเป็นต้นไป จนระดับนักธุรกิจ นักวิชาการ ไม่ยกเว้นแม้กรรมกร จนเกิดรูปสำเร็จเชิงปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยปริยาย ในนามของ "อภิสิทธิ์""สิทธิพิเศษ" ที่ดูเหมาะสม ที่สมควรแล้วตามสมมติ เพียงแค่คนนั้น เกิดมาเป็น ลูกเจ้าลูกนาย จะระดับไหน วรรณะไหนก็ตาม ในชนชั้นยังถูกบัญญัติให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย ด้วยซ้ำ หรือ
หากใครที่เกิดมาในตระกูลร่ำรวยแล้วไม่เอาความร่ำรวยมาเพิ่มความร่ำรวย ก็จะถูกมอง ถูกหาว่าเป็นคนขี้เกียจ เป็นคนไม่เก่ง เหตุเช่นนี้จึงเป็นแรงผลักดันทำให้คนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว "ไม่ยอมจน"
อย่ากล่าวไปถึง "ยอมจน" เลย แม้แค่ "ยอมลดลงบ้าง" ก็ยังยาก เริ่มตั้งแต่การกินการใช้ จะมีสักกี่คน ที่เกิดมารวย แต่การกินการใช้อย่างกับคนจน คือกินของไม่แพง ใช้ของไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เพราะถ้า ทำเช่นนี้ ก็จะถูกหาว่าขี้เหนียว หรือไม่ก็ถูกหาว่า "เป็นคนบาป" ( ไม่รู้จักกิน ไม่รู้จักใช้)
จะมีคนรวยสักกี่คน ที่ยังคงขยันทำงาน ยอมลำบาก แม้ว่าถ้าไม่ทำงานก็ยังมีเงินใช้ แม้เขายังใช้เงินอยู่ ก็จะ "ใช้เงินเพื่อคนอื่น"
คนที่มีสมบัติมาก แต่ไม่ละโมบในสมบัติ ไม่หลงในความมาก ไม่ใช้ความมากเหล่านั้นไปสร้าง ความมาก ให้เพิ่มขึ้นแก่ตน แล้วหลงยึดความมากเหล่านั้นมาเป็นของของตน คนนั้นแหละคือคนที่ ไม่ก่อหนี้ ไม่สร้างหนี้ การเกิดมาของเขาเป็นการเกิดมาเพื่อล้างหนี้โดยแท้
เช่นเดียวกับคนที่แม้เกิดมามีสมบัติน้อย หรือไม่มีสมบัติเลย แต่เกิดมาแล้วก็ยังหลงความมีสมบัติ พยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งสมบัติต่างๆ จนมีสมบัติเพิ่มมากมาย จะด้วยวิธีไปกู้เขามา ไปสร้างหนี้มาก็ตาม คนนั้นแหละคือคนที่เป็นลูกหนี้เพิ่มขึ้นๆ ตามวันเวลา ตามอายุที่มากขึ้นๆ ทั้งสิ้น
หนี้วัตถุที่ว่ามากแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับหนี้เวร หนี้บาป ที่จะผันกลับมาล้างความเป็นคนของตนๆ ตามสัดส่วนของการสร้างหนี้เหล่านั้น จนอาจเป็นตัวแปรทำให้คนๆนั้น ต้องกลายร่าง จากคนไปเป็น สัตว์เดรัจฉาน ทดแทน เช่น เป็นวัว เป็นควาย เป็นช้าง เป็นม้า เป็นหมา และสัตว์อื่นๆ ที่ต้องมาเป็น ทาสคนอีก ในวัฏสงสารอันไม่มีความสิ้นสุดนี้
สัตว์ชนิดที่กล่าวนามมาข้างต้น มาเป็น "ทาสคน" ก็ไม่กระไรนัก แต่ถ้า "คนเป็นทาสสัตว์" ล่ะ จะยิ่ง ตกต่ำ สักเพียงใด เช่นบางคนที่ยอมเลี้ยงดูสัตว์ รักหลงใหลสัตว์บางชนิดยิ่งกว่าคน และหลงผิด ไปอิสสาริษยาสัตว์ที่ต่ำกว่าคน ว่ามันตัวนั้นได้รับการเลี้ยงดู ได้รับการเอาใจใส่ ประคบประหงม ยิ่งกว่าเรา ที่เป็นคนเสียอีก ก็มีคนคิดเช่นนี้อยู่
เพราะรสนิยมความเป็น "นายทุน" ที่มิจฉาทิฐิเช่นนี้ ทำให้คนไปยกย่องการสร้าง เพิ่มความร่ำรวย ด้านวัตถุเงินทอง ข้าวของเชิง "วัตถุธรรม" มากกว่า ไม่คิดถึง "อาริยธรรม" สักนิดหนึ่งว่า เมื่อเราได้ ต้นทุน ความเป็นคนมาแล้วในชาตินี้ ก็ควรใช้ต้นทุนนี้แหละรักษาความเป็นคนไว้
ไม่เพียงแค่นั้นเท่านั้น ยังต้องใช้ความเป็นคนสร้างความเป็นอาริยะให้ยิ่งๆ ขึ้นด้วย เพราะความเป็นคน ที่ว่าดีแล้ว ก็ยังเป็นเพียงในชาตินี้เท่านั้น ชาติต่อๆ ไปใครเล่าจะ มั่นใจได้ว่าไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น ตราบเท่าที่ คนนั้นยังไม่อยู่เหนือความเป็นคน
ความเป็น "คนดี" เป็นต้นทุนในการสร้างความเป็น "คนอาริยะ"
ความเป็น "คนสละ" เป็นต้นทุนในการสร้างความเป็น "คนสูง"
ความเป็นคน "ละ" เป็นต้นทุนในการสร้างความเป็น "คนหมดความเป็นคน"
คนที่มีวิญญาณอาริยะ จะเอาร่างกาย เอาแรงงานของตน มาแปรสภาพเป็น"ต้นทุน" เพราะตัวเองคือ "นายทุน" ที่แท้
ต่างจากคนที่มีวิญญาณ "นายทุน" ชอบที่จะ "เอาวัตถุ" และ "เอาคนอื่น" มาเป็นทุน จะด้วยการซื้อ ใช้อำนาจ ใช้ความฉลาดด้วยเล่ห์กระเท่ห์นานาสาระพัด อย่างลืมนึกถึงความเป็นหนี้อย่างสิ้นเชิง
แม้หนี้นั้นจะออกในรูปชีวิตบางคน ที่คนอื่นมองเห็นว่า "ทำไมถึงยอมเป็นทาสเขา" ถึงปานนั้นก็มี "ทำไมถึงทำอะไรโง่ๆ ได้อย่างนั้น" ก็มี
แต่ผู้ที่ถูกมอง ผู้ที่คนอื่นมองเห็นว่าเป็นเช่นนั้นๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังไม่ฉงนนำมาขบคิด ยังคงคิดหลงตัว ว่าตนเองมีบุญด้วยซ้ำ
เฉกเช่นยุคที่คนนิยมระบบทาส คนที่เป็น "นายทาส" หลงตัวว่า "เหนือทาส" หลงตัวว่าเป็น "เจ้าของ ลูกทาส" แล้วก็นำความเป็นนาย ความเป็นเจ้าของเหล่านั้นแหละไปทำร้ายตัวเอง สร้างความเป็น "ทาสกิเลส" ให้แก่ตนเพิ่มขึ้นไปอีก
มาถึงยุคที่ยกเลิกระบบทาสที่เป็นตัวเป็นตนชัดๆ เช่นนี้มาแล้ว ก็ยังมิวายที่คนจะก่อร่าง สร้างความ เป็นทาส ในรูปแบบอื่นๆ และคนก็ไม่มีโอกาสรู้ว่าตนเองเป็นทาสอีกด้วย เพราะ "คนติดรส เสพใน ความมี ความเป็น" อย่างนั้นๆ ปิดกั้นความเป็นทาสโดยสิ้นเชิง
คนที่หลงผิดมากมายจึงชักชวน ส่งเสริมให้คนเดินไปในทิศทางที่เพิ่มความเป็น "ทาสทุนนิยม" ยิ่งขึ้น ความชอบรักสะดวก รักสบาย เป็นเหตุของความเป็น "นายทุนเศรษฐกิจทุนนิยม" ทุกชนิด
เศรษฐกิจทุนนิยมจึงตั้งอยู่บนฐานของการสร้างหนี้ เพิ่มหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บาป หนี้เวร หนี้ชีวิต หนี้ดอกเบี้ย จนปรากฏในรูปของยิ่งเพิ่มทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นหนี้ในทุกรูปแบบมากขึ้นเท่านั้น
ถ้าคนใดรู้สึกตัว หันกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง หักลบหมดหนี้ ด้วยการเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่คิดว่า "ได้เปรียบมาก-คือได้กำไรมาก" มาเป็นความคิดใหม่ว่า "ยอมเสียเปรียบมาก-คือได้กำไรมาก" แทน คนนั้นแหละ คือคนที่กำลังเดินทางไปสู่ความเป็นผู้หมดหนี้ยิ่งๆ ขึ้น
ลองหัดทำ "ยอมให้คนอื่นได้เปรียบ-ยอมให้คนอื่นได้มากกว่า" ในทุกๆเรื่องดูบ้าง ตั้งแต่ในระหว่างพี่ๆ น้องๆ ญาติๆไปก่อน จนกระทั่งเขยิบวงกว้างออกไปเป็นเพื่อนบ้าน ชุมชน ประเทศ เชื่อแน่ว่า นี่แหละ คือการปูทิศทางการเดินไปสู่วิถีแห่ง "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่แท้จริง อันเป็นที่พึ่งของตนและเป็นที่พึ่ง ของสังคมด้วย
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ในหลวงกับพุทธภูมิ
จากการที่ได้หาโอกาสศึกษาและมีวาสนาได้กราบไหว้ใกล้ชิด พระอัจฉริยเถราจารย์
ผู้ทรงคุณธรรมเบื้องสูงจำนวนมาก ตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ทำให้ได้รับการบอกกล่าวถึง
เรื่องอันพิเศษๆเป็นอันมาก ที่นอกเหนือจากสามัญมนุษย์ทั่วไป ซึ่งไร้ซึ่งญาณปรีชาจะพึงทราบชัด ให้ถูกถ้วน
ตามความเป็นจริงได้เป็นอันเอนกปริยาย ดังที่ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ และความรู้รอบตัวต่างๆเป็น
ธรรมวิทยาทานมาโดยลำดับ ความย่อมเป็นที่แจ้งใจอยู่โดยทั่วไปแล้วนั้น
บัดนี้ เป็นกาลอันสมควรแล้ว ที่จะได้นำเอาเรื่องราวที่บรรดาพระอริยคณาจารย์ทั้งหลาย ที่ได้เคยกล่าวถึง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแสดง เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดีแด่พระมหาธรรมราชา ผู้ทรงพระคุณ
อันประเสริฐแห่งประชาชาติไทยพระองค์นั้น และเพื่อยังความเป็นสวัสดิมงคลอันยิ่ง ให้บังเกิดขึ้นแก่แผ่นดิน
และมหาชนทั้งหลายสืบไปตราบชั่วจิรัฏฐิติกาล...
"ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์น๊ะ..!!!!"
พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต(ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
สำหรับปฐมเหตุที่ทำให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯกล่าวความเช่นนี้ ก็เกิดมาจากการที่ท่านได้กล่าวเตือนญาติโยมบางราย
ที่ไปนมัสการว่า
"การที่คุณเอาธนบัตรที่มีรูปในหลวงไปใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงนั้น ไม่ดีเลย เพราะในหลวงท่านเป็น
พระโพธิสัตว์ การเอาพระรูปของท่านไปไว้ในที่ต่ำอย่างนั้น ย่อมบังเกิดโทษเป็นอันมาก ทีหลังอย่าพากันทำ..!!?!"
"พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย.."
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่
ครั้งหนึ่ง มีผู้พูดถึง"ผู้ยิ่งใหญ่"ระดับประเทศบางท่านให้หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
พระมหาโพธิสัตว์ใหญ่ที่หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมากล่าวรับรองไว้ด้วยองค์เองว่า
"เป็นหนึ่งในสิบแห่งอนาคตพุทธวงศ์เบื้องหน้า"ฟัง สังเกตว่า ดูหลวงพ่ออุตตมะท่าน"เฉย"มากๆ
ก่อนที่จะปรารภออกมาอย่างราบเรียบที่สุด เหมือนมิได้ไยดีใดๆว่า
"เขาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากเหมือนกับในหลวงหรอก..!!!!!"
ในหลวงสนทนาเรื่อง"พุทธภูมิ" กับ หลวงตามหาบัว
"...เหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดคือ เมื่อปี พ.ศ.2531 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จไปนิมนต์หลวงตาไปใน
งานในวัง ปกติหลวงตาท่านไม่ค่อยไปไหน แต่ตอนที่พระเจ้าอยู่หัวฯ ไปนิมนต์ ท่านไปนิมนต์ด้วยพระองค์เอง
เรายังจำได้..
วันนั้นเป็นวันที่ 7 มกราคม 2531 เป็นปีเฉลิมราชรัชมั งคลาภิเษกที่ทรงครองราชย์มากกว่ากษัตริย์ใด
ในประวัติศาสตร์ไทย ท่านนิมนต์หลวงตาเข้าวัง มาเป็นขบวนใหญ่ หลวงตาท่านจะอยู่ที่กุฏิ ท่านให้เราควบคุม
ดูแลญาติโยม ดูแลพวกทหารที่มา พระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จมาตอน 6 โมงเย็น
เมื่อขบวนพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาถึง เรายืนตรงนี้ ผู้ว่าฯ สายสิทธิ์ยืนตรงนี้ หมออวย แล้วใครต่อใครยืนเป็นแถว
รอรับเสด็จ แล้วท่านก็ขึ้นไปข้างบนซึ่งหลวงตารอท่านอยู่แล้ว ส่วนเราก็อยู่ตรงบันได ส่วนหลวงตาอยู่ข้างบน
ที่ขึ้นไปก็มีพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จครบหมดเลย พระราชินี พระบรมฯ พระเทพฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ
หมดทั้งครอบครัวเพื่อจะนิมนต์หลวงตาไปงานพิธีในวัง
พอพระองค์ท่านกราบหลวงตาเสร็จ ท่านก็ถวายคำถามแรก ( พระเจ้าอยู่หัวเรียกหลวงตาว่า "หลวงปู่" )
"หลวงปู่... สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร"
โอ้... พระเจ้าอยู่หัวถามปัญหาหลวงตาขนาดนี้
หลวงตาตอบว่า...
"พุทธภูมิ ก็เหมือน ดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไ ปอุดร
นั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป
นั่นแหละ...สาวกภูมิ เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการ นำคนไปได้เยอะ ๆ
ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน
ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง"
พระเจ้าอยู่หัวฯ ตอบหลวงตาว่า
"เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะ หลวงปู่"
หลวงตาตอบ : "อ้อ พ่อหลวงเหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ
รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยุ่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ
แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละ
แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด
แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด นี่แหละ
พระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน"
และเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (คือสมเด็จย่า)
ตอนนั้น สมเด็จย่าทรงประชวรอยู่ หลวงตาท่านก็ตอบปฏิเสธเลยว่า...
"พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้" ท่านว่างั้นนะ...
"พ่อหลวงก็สามารถจัดการได้เอง" ท่านบอกไปเลยนะว่า...
ให้พระเจ้าอยู่หัวขอเอง จัดการเอง จัดการเองอาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก
พระเจ้าอยู่หัวฯ ได้กราบลาว่า
"เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม"
หลวงตาท่านได้เทศน์สั้น ๆ ว่า
"การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็น
พระพุทธเจ้า แล้ว พระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ 5 คือ ตอนเช้าบิณฑบาต
ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป ตกเย็นสอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์
ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก
สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดู
รีบไปโปรดก่อน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ 5 อย่ างนี้ แต่... ไม่รู้ว่า
พ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลา
จะพักผ่อน..เอาล่ะ ๆ ... อาตมาจะให้พร"
พอฟังมาถึงตรงนี้นะ เรายังจำได้แม่น เพราะพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านถามเรื่องพุทธภูมิ เสร็จแล้วพอท่านจะลากลับ
หลวงตาท่านสรุปให้เสร็จสรรพเลย... ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของไทยทำงานปรารถนาความเป็นอะไร...
ทำงานกันจนไม่มีเวลาพักผ่อน... เอาล่ะ ๆ ...อาตมาจะให้พร
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จลงมา ท่านก็ตรัสว่า อยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงตาไปนาน ๆ
...เราก็ได้ตอบท่านว่า เจริญพร...มหาบพิตร อาตมาก็อยากจะอยู่ แต่ถ้าถึงเวลา
ที่อาตมาจะต้องเอา ตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงเวลาไป
ก็ต้องไปเหมือนกัน แล้วพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็บอกขอทำบุญกับหลวงตา 200,000 ถวายอาจารย์ 20,000
แล้วท่านก็ถามว่าพระที่อยู่ในวัดนี้กี่รูป เราก็ตอบท่านท ั้งหมด 29 รูปรวมหลวงตานั่นแหละ... ท่านจึงถวายให้รูปล่ะ
2,000 "แล้วปัจจัยจะให้ไว้กับใคร" ท่านถาม...ท่านหยิบออกมาให้เลยนะ ท่านผู้ว่าฯ ยัง
รับมือสั่น พระเจ้าอยู่หัวไม่เพียงมากราบหลวงตา ท่านมาที่วัดท่านยังมาทำบุญกับพระด้วยปัจจัยที่เตรียมพร้อม
จากพระหัตถ์ของ ท่านเอง จากนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เสด็จออกไปเยี่ยมประชาชนแล้วก็ขึ้นรถไป
นั่นแหละเราได้ฟังมา เรื่องของพุทธภูมิ เรื่องของพระโพธิสัตว์ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร เสร็จแล้ว
พอตอนจบขอพร หลวงตาท่านก็สรุปและให้พร จึงบอกได้ว่าเป็นบทสนทนาของจอมปราชญ์...
ที่มานิตยสาร น่านฟ้า ปีที่1 ฉบับที่ 8 ประจำเดือนธันวาคม 2550 หน้า18
เมื่อต้นปีพ.ศ. 2498 คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมได้ปรารภกับศิษยานุศิษย์ของท่านว่า
"มีใครเป็นห่วงพระเจ้าแผ่นดินองค์น้อย(ในหลวง)บ้าง..??"
เมื่อทุกคนกล่าวรับว่าเป็นห่วง เนื่องจากมีข่าวที่น่าเป็นกังวลมาให้ได้ยินอยู่ คุณแม่บุญเรือนก็ว่าต่อไปอีกหน่อยว่า
"ถ้าเป็นห่วง ก็ขอให้แม่อธิษฐานช่วยพระองค์ท่านซิ"
(ตามอริยประเพณี พระอริยะจะทำการสิ่งใดโดยปราศจากเหตุหรือไม่มีผู้อาราธนามิได้)
เมื่อศิษย์ทุกคนกล่าวคำขอให้คุณแม่ใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยในหลวงให้ทรงพระเจริญและแคล้วคลาดจากสรรพภยันตราย
ทั้งปวงแล้ว คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมจึงได้กำหนดที่จะไปเข้า"นิโรธสมาบัติ" คุ้มครองถวายพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ที่บ้านนาซา(เป็นเคล็ดให้เรื่องร้าย"สร่างซา"ลงไป) ของนางสาววาย(เป็นเคล็ดให้เรื่องราวที่ไม่ดี
มีอันต้อง"วาย"หายสูญ ไป) วิทยานุกรณ ์ (น้องสาวพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดสัมพันธวงศ์) ที่ปากน้ำประแสร์
จ.ระยองเป็นเวลาถึง 1 ปีเต็ม โดยช่วงนั้น คุณแม่บุญเรือนได้สั่งห้ามมิให้ศิษย์คนใดเข้ามารบกวนท่านในช่วงเวลานั้น
เป็นอันเด็ดขาด..!!!!
ที่มา,หนังสืออนุสรณ์ อดีตเจ้าอาวาส วัดสารนาถธรรมาราม ระยอง พ.ศ. 2551
"มีแต่คนที่ไม่ฉลาดเท่านั้น ที่จะไม่รู้ว่า ในหลวงพระองค์นี้ดีอย่างไร.???"
(พระอาจารย์วัน อุตตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม สกลนคร)
เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงเสด็จ
สวรรคต หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก พระนครศรีอยุธยา เคยเล่าว่าท่านเกิดความสลดสังเวชมาก ว่าคนไทย
หลายคน ยังขาดกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระเจ้าอยู่หัว ท่านคิดอยู่เสมอว่า จะให้คนไทยมีความรักชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร..???
หลวงปู่ดู่รักในหลวงมาก
ในสมัยที่หลวงปู่มีชีวิต ท่านจะกำชับให้ลูกศิษย์ของท่านเอาบุญจากการภาวนา รวมเข้ากับบุญของพระพุทธเจ้า
และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ถวายให้ในหลวง รวมทั้งแผ่เมตตาให้เทพเทวาผู้ปกรักษาพระองค์ท่านให้มีความสุข
แล้วก็กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของพระองค์ท่านให้ไปเกิดในสุคติภูมิ หลวงปู่กล่าวว่า หากไม่มีในหลวง พระพุทธศานา
ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ หลายครั้ง ที่ลูกศิษย์จะรับทราบได้ว่าหลวงปู่จะเข้าที่เพื่ออธิษฐานช่วยในหลวงในยามที่พระองค์ทรง
พระประชวร)
นอกจากนี้ ท่านยังกำชับให้แผ่เมตตาให้ประเทศชาติ ดังเช่นการอธิษฐานช่วยประเทศชาติของหลวงปู่เกษม เขมโก
สุสานไต รลักษณ์ ด้วยเช่นกัน(หลวงปู่เกษมจะมีคาถากำกับด้วยว่า รัฐะ ปาลา สมัคคา สทา โหนตุ)
สรุปก็คือ นักปฏิบัติต้องไม่ลืมประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เพราะสามสถาบันนี้เกื้อกูลให้เราได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ได้รับความสัปปายะแก่การปฏิบัติธรรมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน
สำหรับองค์ของหลวงปู่ดู่เองนั้น ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้กาลเวลาล่วงเลยไป หลายสิบปี กิจวัตรอันหนึ่งที่
ท่านทำอยู่มิได้ขาด คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
เป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป
หลวงพ่อยังได้กล่าวไว้อีกว่า เพราะพระเจ้าแผ่นดิน(ร.9) ท่านปฏิบัติ(ธรรม) ต่อไปพุทธศานา
ในเมืองไทยจะเจริญขึ้น เพราะท่านเป็นผู้นำเป็นแบบอย่าง
สมัยหนึ่งเมื่อหลวงปู่ดู่ ยังทรงสังขารอยู่นั้นบ่ายของวันที่แดดร่มลมตก จู่ ๆ ท่านก็เปรยกับคณะศิษย์ที่ประกอบ
ด้วย "คนตาดี" หลายคนว่า
"พวกแกลองดูทีซิว่า มีพระรูปไหนอยู่กับในหลวงบ้าง"
เข้าใจว่าท่านคงหมายถึง กายทิพย์หรือบารมีที่พระมหาเถระแต่ละองค์อธิษฐานพิทักษ์รักษาในหลวง
ศิษย์ท่านหนึ่งก็ "เข้าที่" ตามหลวงปู่สั่ง พักหนึ่งก็ลืมตาแล้วตอบว่า
"หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปางครับ"
หลวงปู่ยิ้มแล้วว่า "นั่นองค์หนึ่งละ มีใครอีก"
ศิษย์แสนซนคนหนึ่งตอบทันที "หลวงพ่อนั่นแหละครับ"
ท่านมองหน้าแล้วถาม "ทำไมแกจึงว่าอย่างนั้น"
ศิษย์อธิบายว่า
"อ้าว ก็หลวงพ่อรู้ได้ว่ามีองค์นั้น องค์นี้อยู่กับในหลวง แสดงว่าหลวงพ่อก็ต้องไปมาด้วยน่ะสิ
ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไง"
เมื่อเข้าเนื้อท่านโบกมือให้ยุติเรื่องทันที ศิษย์ก็ถึงที่ยิ้มไป...
เราอย่าเห็นสิ่งปลีกย่อยดีกว่าส่วนรวมส่วนใหญ่นะ ส่วนใหญ่นั่นละเป็นของสำคัญ พ่อกับแม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อะไรที่เป็นหลักของชาติ เป็นหัวใจของชาติให้พากันรักกันสงวน อย่าพากันทำลาย
ลูกเต้าจะอวดดีกว่าพ่อกว่าแม่มันไม่ดีละ
คิดดูในพุทธศาสนาพระเจ้าอาชาตศัตรูทำลายพระราชบิดา ก็ไม่เห็นเจริญอะไร ท่านว่า เย เกจิ พุทธํ ธมฺมํ
สงฺฆํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺ อบายภูมึ พวกสัตว์ทั้งหลายถ้านึกลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
มีความเทิดทูนในสิ่งที่ดีงามที่มีคุณมีประโยชน์ทั้งหลายแล้วผู้นั้นเจริญ ผู้ใดไปทำลายหลักใหญ่แล้วจะเอาให้ส่วน
เล็กๆนี้ขึ้นครองบ้านครองเมืองมันก็ไม่ดี ให้พากันรักษาหลักใหญ่เอาไว้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจของชาติไทยเรา นี่ให้พากันจำเอาไว้นะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนี้คือหัวใจของชาติไทยเรา ให้พากันเทิดทูน อย่าพากันดูถูกเหยียดหยามทำลาย
เช่นอย่างจะทำลายจะไม่ให้มีพระเจ้าอยู่หัว มันคนเกิดมาแล้วพ่อแม ่ตายหมด มีแต่ลูกกำพร้าหยิมแหยมๆ มันใช้
ไม่ได้นะ สกุลใดที่มีคนคับแคบอยู่ในบ้านนั้นเมืองนั้นแล้วสกุลนั้นไม่เจริญ สกุลใดที่มีความกว้างขวาง มีจิตใจอัน
กว้างขวาง พิจารณารอบคอบเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวมผู้นั้นเป็นผู้ดี
นี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ของพวกเราคือหัวใจของคนไทยทั้งชาติ ให้พากันทะนุถนอมนะ อย่าพากันไป
ทำลาย จะมีแต่ลูกหยอมแหยมๆ พ่อแม่ผู้ให้ความร่มเย็นไม่มีมันไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรต้องรักษาส่วนใหญ่เอาไว้
ในประเทศไทยเราก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นี้คือหัวใจของชาติให้พากัน
เคารพเทิดทูน อะไรที่เป็นหลักใหญ่ของชาติของส่วนรวมให้พากันรักษา พากันเทิดทูน อย่าพากันทำลายโดยอวดดี
ดังที่ท่านว่าอึ่งอ่างกับวัวนั่นละ เราก็เห็นในนิทานอีสปแต่ก่อนเรียนหนังสือ อึ่งอ่างตัวเท่ากำปั้นนี่ วัวมันตัวขนาด
ไหน ลูกอยู่ในรู แม่ไปหากิน ลืมแล้วนิทานอีสป มันเป็นอย่างไรละทีนี้ (ลูกเห็นวัว พอแม่กลับมาเล่าให้แม่ฟังว่าเจอ
ตัวอะไรไม่รู้ใหญ่มาก แม่ก็พองตัว ลูกว่าใหญ่กว่านี้อีกค่ะ) ได้ไหมๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้คือพุงแตก นี่ระวังนะ ตัวเล็กๆ
อย่าไปพองตัว มันไม่สมควรจะพอง อึ่งอ่างกับวัว วัวมันตัวใหญ่ขนาดไหน อึ่งอ่างตัวเท่ากำปั้น มาพอง มันตัวเท่านี้
ไหมๆ เรื่อย สุดท้ายเลยตาย เข้าใจไหม นี่อึ่งอ่างกับวัวมันไม่ดีอย่างนั้นละ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา เคยบอกกับผมเมื่อสมัยที่บวชอยู่กับท่านว่า...
"วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก"
หลวงพ่อมองหน้าผมแล้วย้ำว่า...
"ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ"
อนุโมทนาขอบคุณข้อมูล
จากกัลยาณมิตรกลุ่มธรรมสวัสดี
ธรรมะสวัสดีคลิกที่นี่
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ชาดกทันยุค(อดีตชาติของพระพุทธเจ้า)..บารมีธรรม (ปลายิชาดก)
สะสมสร้างเสริมทำดีพุทธกาลนั้นเอง มีปริพาชก (นักบวชพวกหนึ่งในชมพูทวีปชอบสัญจรไปที่ต่างๆ เพื่อแสดงทรรศนะ ปรัชญา ทางศาสนาของตน) ผู้หนึ่ง ปรารถนาแสดงภูมิปัญญาของตน จึงท่องเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป (ชื่อประเทศอินเดียในครั้งโบราณ) เพื่อโต้วาทะ(การพูดโต้ตอบเอาชนะ) กับผู้รู้ทั้งหลาย แต่แล้ว ก็ไม่มีใครมาโต้ตอบวาทะด้วยเลย ปริพาชกจึงรอนแรมมาจนถึงเมืองสาวัตถี แล้วเที่ยว สอบถาม ชาวบ้านว่า
บารมีนับวันยิ่งใหญ่
มหาชนเชิดชูภูมิใจ
ไร้ใครอาจหาญต้านทาน
"ที่เมืองสาวัตถีนี้ ใครได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด ผู้นั้นจึงจะสามารถโต้ตอบวาทะกับเราได้ มีบ้างไหมบุคคลเช่นนี้"
บรรดาผู้คนทั้งหลายต่างพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
"พระพุทธองค์ นั่นแหละ เป็นสัพพัญญู (ผู้รู้หมดทุกสิ่ง) เลิศกว่ามนุษย์ทั้งปวง เป็นใหญ่ โดยธรรม ย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้ สามารถจะโต้ตอบวาทะ กับปริพาชก เช่นท่านได้ แม้ตั้งพันคน เพราะปราชญ์ทั้งหลาย ในชมพูทวีปนี้ ผู้ที่มีวาทะขัดแย้ง โค่นล้มพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียว บรรดาวาทะขัดแย้งทั้งปวง เมื่อมาถึงพระองค์แล้ว ก็ถูกหักล้าง ทำลายไป จนหมดสิ้น ดุจเกลียวคลื่น กระทบฝั่ง แล้วหายไป ฉะนั้น
"เอาเถอะ ! เดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน"
"ที่พระเชตวันมหาวิหาร"
"ถ้าอย่างนั้น เราจะไปประวาทะกับพระองค์บัดนี้เลย"
ปริพาชกมุ่งสู่เชตวันมหาวิหารทันที มีหมู่ชนที่ทราบเรื่องพากันติดตามไปดูแน่นขนัด เมื่อมาถึง หน้าซุ้มประตูของเชตวันมหาวิหาร เป็นซุ้มประตูที่พระราชกุมาร พระนามว่า เชตะ ทรงสละ ทรัพย์ เก้าโกฏิ (๙๐ ล้านบาท) สร้างขึ้นอย่างโอ่อ่า โอฬารตระการตา ปริพาชกเพ่งดูแล้ว ก็หยุดชะงัก อยู่ที่ตรงนั้น พร้อมกับถามไถ่ว่า "นี้คือปราสาทที่ประทับของพระสมณโคดมหรือ"
ผู้คนทั้งหลายช่วยตอบให้รู้ว่า "มิใช่ นี่เป็นเพียงซุ้มประตูเท่านั้น"
จากคำตอบนี้เอง ทำให้ปริพาชกถึงกับหวาดหวั่นขึ้นมาในใจทันที ด้วยความรู้สึกที่ว่า
"ซุ้มประตู ยังใหญ่โต ราวกับปราสาทถึงเพียงนี้ แล้วที่ประทับ จะเป็นเช่นไร"
ขณะนั้นเองมีชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
"พระคันธกุฎี (พระกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า) นั้น ประมาณไม่ถูกเลยทีเดียว"
ปริพาชกถึงกับรุ่มร้อนภายใน เหงื่อกาฬแตกด้วยความขลาดกลัว แล้วโพล่งออกไปว่า
"ใครจะไปโต้ตอบวาทะกับพระสมณโคดม ที่มีบารมีถึงปานนี้ได้เล่า"
แล้วก็หลบหนีไปจากที่นั้น อย่างรวดเร็ว
หมู่ชนทั้งหลายจึงส่งเสียงอึงคะนึงขึ้นทันทีว่า "ปลายิปริพาชก (ปริพาชกหนีไปแล้ว)"
"ปริพาชกหนีไปแล้ว.."
แล้วผู้คนทั้งหมดก็พากันเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร พระศาสดาทรงได้ยินเสียงดัง ทั้งแลเห็นผู้คนจำนวนมาก จึงตรัสถามว่า"
"นี้มิใช่เวลาฟังธรรม ทำไมจึงมีผู้คนมากันมากมายอย่างนี้หรือ"
หมู่ชนจึงกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระศาสดาเข้าใจเรื่องแล้วได้ตรัสว่า
"ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ปริพาชกนี้พอเห็นซุ้มประตูวิหารเท่านั้นก็หนีไป มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็เคยหนีแล้วเหมือนกัน"
หมู่ชนได้ยินดังนั้น พากันทูลขอร้องให้ตรัสเล่า พระศาสดาจึงแสดงชาดกนั้นให้ฟัง
ในอดีตกาล มีพระราชาพระองค์หนึ่งเสวยราชสมบัติที่เมืองตักกสิลา ในแคว้นคันธาระ
ส่วนที่เมืองพาราณสี ในแคว้นกาสี มีพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์อยู่ พระองค์ทรงดำริ หมายครอบครอง เมืองตักกสิลา
เมื่อใกล้จะถึงเมืองตักกสิลา ได้หยุดทัพตั้งมั่นอยู่ เพื่อวางแผนการรบ ที่จะเข้าโจมตีเมือง ได้รับสั่งกับไพร่พลทั้งหลาย ก่อนที่จะยกทัพบุกว่า
"เมืองตักกสิลาจะถูกล้อมไว้ทุกด้าน ด้วยกองทัพช้างซึ่งร้องคำรนอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองทัพม้า อีกด้านหนึ่ง ด้วยกองทัพรถ บุกตะลุยด้านหนึ่ง ด้วยกองทัพเดินเท้า ที่แม่นธนูด้านหนึ่ง
ท่าน ทั้งหลาย จะต้องรีบรุกเข้าไป จะต้องรีบบุกเข้าไป ต้องไสช้าง ให้หนุนเนื่องกันเข้าไป ต้องโห่ร้อง ให้สนั่นหวั่นไหว ในวันนี้ ดุจสายฟ้าฟาด จากกลีบเมฆ คำรามอยู่"
พระเจ้าพรหมทัตทรงตรวจพล และปลุกใจเหล่าทหาร ให้คึกคักเข้มแข็ง แล้วเคลื่อนพล ไปสู่ประตูเมือ งตักกสิลา พอมาถึงซุ้มประตูเมือง ที่สง่างามใหญ่โตแข็งแรง ตั้งตระหง่านมั่นคง อยู่ตรงหน้า จึงได้ตรัสถาม ขึ้นมาว่า
"นี่คือพระราชมณเฑียร ที่ประทับของพระราชาหรือ"
"มิใช่พระเจ้าข้า นี่คือซุ้มประตูเมืองเท่านั้น"
พระเจ้าพรหมทัตถึงกับตกพระทัยว่า
"ซุ้มประตูยังใหญ่โตมโหฬาร สง่างามถึงเพียงนี้ แล้วที่ประทับจะขนาดไหนเล่า"
พอดีเสนาได้กราบทูลต่อพระองค์อีกว่า
"พระราชมณเฑียรของพระเจ้ากรุงตักกสิลา นั้น ผู้คนบอกว่ายิ่งใหญ่สวยงาม เป็นเช่นเดียวกับ
เวชยันตปราสาท (วิมานของพรอินทร์)เลยทีเดียว พระเจ้าข้า"
ทรงสดับแล้ว ยิ่งทรงหวาดหวั่นพระทัย อาการที่เคยฮึกเหิม ก็กลับกลายเป็น ขลาดกลัว ทรงไม่แน่พระทัย ที่จะโจมตี ทำศึกสงครามด้วย ในที่สุด รับสั่งกับไพร่พลว่า
"เราไม่อาจสู้รบกับพระราชาที่สมบูรณ์ด้วยบารมีและลาภยศยิ่งใหญ่อย่างนี้ได้"
ได้ทรงหันไปทอดพระเนตร ซุ้มประตูเมืองอีกครั้ง แล้วตัดสินใจรับสั่งว่า "ถอยทัพ"
ความหวาดกลัวเหนือกว่าความอับอาย พระเจ้าพรหมทัตเสด็จยกกองทัพ ถอยหนีกลับคืน สู่เมือง พาราณสีตามเดิม เพียงแค่ได้ทอดพระเนตร ซุ้มประตูเมือง ตักกสิลาเท่านั้น
พระศาสดาทรงแสดงชาดกเรื่องนี้จบแล้ว ตรัสว่า
"พระเจ้าพรหมทัตในครั้งนั้น ได้มาเป็นปลายิปริพาชกในครั้งนี้ ส่วนพระราชาเมืองตักกสิลาได้มาเป็นเราตถาคตนี้เอง"
(พระไตรปิฏกเล่ม ๒๗ ข้อ ๓๐๗ อรรถกถาแปลเล่ม ๕๗ หน้า ๔๒๒)
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กว่าจะถึงอรหันต์..พระภัททเถระ
เป็นภิกษุ ทรงศีล ที่ยังเด็ก
แม้ตัวเล็ก เจ็ดขวบ จวบเท่านั้น
อย่ามองหมิ่น หลงพลาด ปรามาสกัน
เพราะเด็กนั่น อรหันต์ เชียวนะคุณ
พระภัททเถระ ในอดีตชาติของพระภัททเถระ ได้สั่งสมบุญบารมีเอาไว้มากมาย มีผลบุญผลประโยชน์ติดตาม มาพร้อมพรั่ง ในชาตินี้จึงเกิดอยู่ในตระกูลเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี นครหลวงของแคว้นโกศล ได้ชื่อว่า ภัททะ (ผู้มีดีเจริญ) ภัททกุมารเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว จึงเป็นที่รักของบิดามารดา เพราะแต่เดิมนั้นเศรษฐี อยู่ครองเรือน มาช้านาน ก็ยังไม่ได้บุตรแม้สักคนเดียว ทั้งสองสามีภรรยาจึงตั้งจิตประพฤติ ข้อปฏิบัติอันดีงาม และเซ่นสรวงบูชา แด่เทวดา (สภาวะจิตใจสูง) เป็นอันมาก จนได้กำเนิด บุตรสุดประเสริฐคนนี้มา
ครั้นพอภัททกุมารอายุได้ ๗ ขวบ บิดามารดามุ่งหวังความเจริญดีแก่บุตรชาย จึงตัดสินใจ พากันช่วยเหลือบุตร โดยแสวงหา ประโยชน์มหาศาลให้ ด้วยการนำภัททกุมาร ไปถวายแด่พระพุทธเจ้า องค์สมณโคดม กราบทูลอ้อนวอน กับพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุตรของข้าพระองค์นี้ เป็นสุขุมาลชาติ (ชาติผู้ดีมีสกุลสูง) เติบโตมา ด้วยความสุข เป็นบุตรที่ข้าพระองค์ทั้งสอง ได้มาโดยยาก ต้องประพฤติดีมากมาย แล้วก็เพื่อ ประโยชน์สุข อันยิ่งของลูกน้อย ข้าพระองค์ทั้งสองตัดใจ ขอถวายลูกสุดที่รักคนนี้ ให้เป็นผู้คอยรับใช้ ของพระองค์ ผู้ทรงชนะ กิเลสมารได้แล้ว ทรงพระกรุณาช่วยรับไว้ด้วยเถิด"
พระศาสดาทรงพิจารณาแล้ว ด้วยญาณหยั่งรู้ยิ่ง จึงทรงรับภัททกุมารไว้ แล้วหันไปรับสั่งกับ พระอานนท์ว่า "จงรีบให้เด็กน้อยคนนี้ บรรพชา (บวชเณร) เถิด เพราะเด็กคนนี้ จะเป็นผู้รอบรู้ ได้รวดเร็วยิ่งนัก" ตรัสแล้ว พระศาสดาก็ทรงลุกขึ้น จากที่ประทับ เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี (ที่พัก)
ส่วนพระอานนท์ ก็นำภัททกุมารไปบวชเณร ในวันนั้นทันที แล้วสั่งสอนบอกกล่าววิปัสสนา (การพิจารณษให้รู้แจ้ง ตามจริง) ให้โดยย่อ ด้วยผลบุญ ของสามเณรภัททะ ที่สะสมไว้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยที่จะนิพพาน (ดับกิเลสได้สิ้นเกลี้ยง) ได้บำเพ็ญวิปัสสนา เพียงชั่วครู่เดียว ยังไม่ทันที่ดวงอาทิตย์ จะตกดินในวันนั้น จิตของสามเณรภัททะ ก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส (กิเลสที่หมักหมมในสันดาน) ทั้งปวง โดยสภาวะ ได้เป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่งในโลกแล้ว
ครั้นพระศาสดาทรงออกจากสมาบัติ (สภาวะจิตสงบอันประณีตยิ่ง) เสด็จออกจากที่เร้น สามเณรภัททะ อยู่ที่หน้ากุฎีนั้นเอง พระศาสดาจึงรับสั่งขึ้นทันทีว่า "ภัททะ เธอจงเป็นภิกษุเถิด" คำตรัสของพระศาสดา เช่นนี้แหละ ได้ถือเป็นการอุปสมบท (บวชพระ) แก่สามเณรภัททะแล้ว เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา (พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง โดยการอุปสมบทด้วยพระวาจา เพียงคำว่า จงเป็นภิกษุเถิด) พระภัททะเถระ จึงได้ประกาศอรหัตผลบ้างว่า "เราเกิดมาได้ เพียงแค่ ๗ ปีเท่านั้น ก็ได้อุปสมบทแล้ว สามารถทำจิตของเรา ให้หลุดพ้น จากกิเลสทั้งปวง ได้บรรลุวิชชา ๓ (คือ ๑.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ=รู้ระลึกชาติได้ ๒.จุตูปปาตญาณ=รู้การเกิดและดับกิเลสของสัตวโลกได้ ๓.อาสวักขยญาณ=รู้ความหมดสิ้นไป ของกิเลสได้) น่าอัศจรรย์จริง ความที่ธรรมะเป็นธรรมดียิ่ง"
อยู่มาวันหนึ่ง พระภัททเถระกับพระอานนท์เถระ พักอยู่ที่กุกกุฏาราม ใกล้นครปาฏลิบุตร คราวนั้นพระภัททเถระ ออกจากที่เร้น ในเวลาเย็น เข้าไปหา พระอานนท์เถระ แล้วได้ถามปัญหา กับพระอานนท์เถระว่า
"ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า อพรหมจรรย์นั้น เป็นไฉนหนอ?"
"อพรหมจรรย์ ก็คือ มิจฉามรรค (ทางที่ผิด) อันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้แก่ ๑.มิจฉาทิฏฐิ (มีความคิดเห็นที่ผิด) ๒.มิจฉาสังกัปปะ (มีความไตร่ตรองที่ผิด) ๓.มิจฉาวาจา (มีการเจรจาที่ผิด) ๔.มิจฉากัมมันตะ (มีการงานที่ผิด) ๕.มิจฉาอาชีวะ (มีการเลี้ยงชีพที่ผิด) ๖.มิจฉาวายามะ (มีความพยายามที่ผิด) ๗.มิจฉาสติ (มีการระลึกที่ผิด) ๘.มิจฉาสมาธิ (มีความตั้งจิตมั่นที่ผิด)"
"ก็แล้ว พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ?"
"พรหมจรรย์ ก็คือ อริยมรรค (ทางที่ประเสริฐ) อันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้แก่ ๑.สัมมาทิฏฐิ (มีความคิดเห็นที่ถูกตรง) ๒.สัมมาสังกัปปะ (มีความไตร่ตรองที่ถูกตรง ๓.สัมมาวาจา (มีการเจรจาที่ถูกตรง) ๔.สัมมากัมมันตะ (มีการงานที่ถูกตรง) ๕.สัมมาอาชีวะ (มีการเลี้ยงชีพที่ถูกตรง) ๖.สัมมาวายามะ (มีความพยายามที่ถูกตรง) ๗.สัมมาสติ (มีการระลึกที่ถูกตรง) ๘.สัมมาสมาธิ (มีความตั้งจิตมั่นที่ถูกตรง)"
"ที่สุดของพรหมจรรย์เล่าเป็นไฉน?"
"ความสิ้นราคะ(ความกำหนัด) โทสะ (ความโกรธ) โมหะ (ความหลงผิด) นี้เป็นที่สุดของ พรหมจรรย์"
"บุคคลพรหมจารีเป็นไฉน?"
"พรหมจารี ก็คือบุคคลผู้ประกอบด้วยอริยมรรค มีองค์ ๘ นั่นเอง"
"แล้วศีลที่เป็นกุศล ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วนั้น มีพระประสงค์เพื่ออะไร?"
"ศีลที่เป็นกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อประสงค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ ๑.ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา (ความโลภ ) และโทมนัส (ความทุกข์เสียใจ) ในโลกไปเสีย ๒.ย่อมพิจารณเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความโลภ และความทุกข์เสียใจ ในโลกไปเสีย ๓.ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความโลภ และความทุกข์เสียใจ ในโลกไปเสีย ๔.ย่อมพิจาณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความโลภ และความทุกข์เสียใจ ในโลกไปเสีย"
"อะไรหนอ? เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรม (ธรรมที่ดีแท้ของคนดีที่มีสัมมาทิฏฐิ) เสื่อม"
"ก็เพราะไม่ได้กระทำให้มากในสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงเสื่อม"
"แล้วอะไร? เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมไม่เสื่อม"
"เพราะได้กระทำให้มากในสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงไม่เสื่อม"
"ถ้าพระผู้มีพระภาคเข้าเสด็จปรินิพพานแล้ว อะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้ พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน หรือไม่ได้นานเล่า"
"ดีล่ะท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างเฉียบแหลม ช่างไต่ถามได้เหมาะ เมื่อพระศาสนา เสด็จปรินิพพานแล้ว หากผู้ที่อยู่ในศาสนานี้ ได้กระทำให้มากในสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นาน แต่ถ้าไม่กระทำให้มากในสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมก็จะตั้งอยู่ ไม่ได้นาน" พระภัททเถระ ยินดีพอใจยิ่ง ในคำเฉลย ได้แสดงความเคารพนอบน้อม แก่พระอานนท์เถระแล้ว
(พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ ข้อ ๕๖-๕๘,ข้อ ๗๖๗-๗๗๕
พระไตรปิฎกเล่ม ๒๖ ข้อ ๓๖๓ อรรถกถาแปลเล่ม ๕๒ หน้า ๒๕๔)
เครื่องหมายของ Facebook
ShareThis
ป้ายกำกับ
- ฤดูใบไม้ร่วง (20)


























